Welcome to my blog :)

rss

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การทำเจลล้างมือเอง

       ทำใช้เองแบบง่ายๆ ที่คุณก็ทำได้ในชีวิตประจำวันคงไม่มีใครหลีกเลี่ยงเชื้อโรคทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ได้ ยิ่งถ้าต้องใช้ชีวิต นอกบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ยิ่งทำให้ง่ายต่อการสัมผัสกับเชื้อโรคทั้งหลายเหล่า นั้นวันนี้เราจะมาเสนอการทำ "เจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค" โดยมีสูตรวัตถุดิบและวิธีการทำอย่างง่ายมาแสดงให้ดู คุณๆ สามารถทำไว้พกติดตัวแถมยังเผื่อแผ่ให้กับสมาชิกในครอบครัวพกไว้ใช้กันได้ทุก เมื่อที่ต้องการอีกด้วย เป็นครอบครัวอนามัยกันถ้วนหน้าไปเลยดีไหมคะ เพราะอย่างน้อยการล้างมือเมื่อสัมผัสกับสิ่งไม่สะอาดทั้งหลายและก่อนรับ ประทานอาหารก็เป็นอีกทางที่จะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายของ เราได้ ไม่มากก็น้อยล่ะค่ะ

วิธีการผสม เตรียมสารละลายน้ำหอม
1. ตวงเอธิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 40 มล. โดยใช้ถ้วยตวงที่เตรียมไว้
2. เติมน้ำหอม ปริมาณ 5 มล. ลงไป
3. เติมกลีเซอรีน ปริมาณ 10 มล. ลงไป
4. กวนด้วยพายจนสารผสมเข้ากันดี ได้สารละลายใส

       การผสมผลิตภัณฑ์นำเอธิลแอลกอฮอล์ที่เหลือ ปริมาณ 700 มล. ใส่ในถัง หม้อสแตนเลส หรือพลาสติก ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตร เติมสารละลายน้ำหอมที่เตรียมไว้ลงไป กวนด้วยพายจนสารผสมเข้ากันดี จากนั้นเติมน้ำ ปริมาณ 245 มล. ลงไป กวนด้วยพายจนสารผสมเข้ากันได้ วิธีการง่ายๆ เท่านี้ ก็จะได้เจลล้างมือไปใช้เองในราคาที่ประหยัดอีกด้วย.

ที่มา: -www.mediathai.net
         -นสพ.เดลินิวส์
         -อาชีพ.คอม


6 ขั้นตอน วิธีล้างมือให้สะอาด

ขั้นตอนที่ 1 : ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ
ขั้นตอนที่ 2 : ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้มือ
ขั้นตอนที่ 3 : ฟอกนิ้วและข้อนิ้วมือด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง
ขั้นตอนที่ 4 : ฟอกนิ้วหัวแม่มือ ข้างละ 5 ครั้ง
ขั้นตอนที่ 5 : ฟอกปลายนิ้วมือ เล็บ โดยหมุนวนไปบนฝ่ามือ ข้างละ 5 ครั้ง
ขั้นตอนที่ 6 : ฟอกรอบข้อมือโดยรอบข้างละ 5 ครั้ง

ที่มา: โรงพยาบาลกรุงเทพ
         โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17
         งานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ยาชนิดที่สามารถรักษาโรคไข้หวัด 2009 ได้

ยาต้านไวรัส ซึ่งใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ได้ผล คือ ยาโอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน และยา zanamivir เป็นยาชนิดพ่น แต่ผลการตรวจเชื้อไวรัสนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าเชื้อนี้ ดื้อ
ต่อยาต้านไวรัส amantadine และ rimantadine
ยาต้านไวรัส oseltamivir จะให้ผลรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ดีที่สุด ถ้าผู้ป่วยได้รับยาเร็วภายใน 2 วันนับตั้งแต่เริ่มมีไข้

ที่มา:  http://razzii.allblogthai.com/11
          กระทรวงสาธารณสุข
          นสพ.คม ชัด ลึก

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

8วิธีง่ายๆห่างไกล ไข้หวัด2009

       นอกเหนือจากการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำทั้ง 8 ข้อแล้ว รองอธิบดีกรมควบคุมโรคอธิบายต่อไปว่า การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกายก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน เพราะหากร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์แล้วจะสามารถทำให้เราผ่านการระบาดของโรคนี้ไปได้ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอาหาร 8 ชนิดดังต่อไปนี้ที่เชื่อว่าอาจให้ผลในการช่วยเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันหรือลดความรุนแรงของหวัด ประกอบด้วย

1. อาหารรสเผ็ดรวมทั้งเครื่องเทศ เช่น กระเทียม พริก ลดอาการคัดจมูก ช่วยให้หายใจโล่งขึ้น
2. กระเทียม ช่วยลดอาการหวัด จะเติมลงในอาหารหรือเคี้ยวสดๆ วันละ 1 - 2 กลีบก็ได้
3. ดื่มน้ำมากๆ แทนที่จะดื่มกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน อาจดื่มน้ำผลไม้คั้นสดบ้างเพื่อเสริมวิตามินซี เครื่องดื่มร้อนที่ช่วยได้ เช่น ชา น้ำมะนาวอุ่นๆ จะช่วยลดเสมหะได้
4. ซุปไก่ร้อนๆ ช่วยลดอาการคัดจมูก อาจเติมผักหลายๆ สี เพื่อเพิ่มสารแอนติออกซิแดนต์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี ซุปไก่ที่ผ่านกระบวนการตุ๋นเคี่ยวนานๆ จนโปรตีนย่อยสลายเป็นไดเปปไทด์ อาจช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกายด้วย
5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี วิตามินอี ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น
6. ผลไม้ตระกูลส้ม ซึ่งมีวิตามินซีสูง ช่วยลดความเสี่ยงการติดหวัดโดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรืออยู่ในแวดวงคนสูบบุหรี่ บุหรี่เองเพิ่มความเสี่ยงการเป็นหวัดและทำให้ร่างกายต้องการวิตามินซีสูงขึ้น
7. อาหารอื่นๆ ที่เป็นแหล่งวิตามินซี เช่น ฝรั่ง พริกหวาน สตรอเบอร์รี่ สับปะรด กะหล่ำปลี ล้วนแล้วแต่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน
8. ขิง ช่วยลดอาการหวัดและป้องกันหวัด น้ำขิงร้อนๆ ผสมกระเทียม 2 - 3 กลีบ ช่วยให้ระบบหายใจทำงานคล่องขึ้น

ที่มา:  -http://www.kroobannok.com/blog/15328
          -สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
          -http://www.kradarndum.com.

เลือกซื้อหน้ากากอนามัยป้องกันไข้หวัด 2009

หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน หน้ากากชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นได้ดี สามารถป้องกันของเหลวซึมผ่านได้ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการไอหรือจาม ซึ่งหน้ากากอนามัยชนิดนี้อาจสามารถป้องกันผู้สวมใส่จากเชื้อโรคได้ในจำพวกเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา แต่หากเป็นเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากในระดับไมครอน อาจจะไม่สามารถป้องกันได้ และไม่ควรมีการนำมาใช้ซ้ำ ควรเปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกวัน โดยหน้ากากมีราคาชิ้นละประมาณ 5 บาท หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ

หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าฝ้าย หน้ากากชนิดนี้จะเน้นใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลายจากการไอจาม แต่อาจไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากๆ ได้เช่นเดียวกับหน้ากากอนามัยกระดาษ แต่ข้อดีของหน้ากากผ้าฝ้ายนี้คือสามารถซักทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ค่ะ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดมากขึ้น ราคาของหน้ากากประมาณชิ้นละ 5-10 บาท เท่านั้นค่ะ
หน้ากากอนามัยชนิด N95 ถือเป็นหน้ากากอนามัยที่ยอมรับกันในขณะนี้ว่า สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด เพราะป้องกันได้ทั้งฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน และมีอายุการใช้งานนานประมาณ 3 สัปดาห์ แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ทุกวัน หน้ากากชนิดนี้มีราคาชิ้นละประมาณ 30-50 บาท ...
         ถ้าน้องๆ คนไหนกลัวที่จะได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ล่ะก็ หน้ากากอนามัยชนิด N95 น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวเลือกนึงเลยทีเดียวล่ะค่ะ

ที่มา: -ผู้จัดการออนไลน์
         -กระทรวงสาธารณสุข
         -นสพ.เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มารู้จักกับวัคซีนไข้หวัด2009

         วัคซีน ป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่หลายประเทศกำลังเร่งผลิตและทดลองกันอยู่ในขณะนี้ กลายเป็นความหวังของคนทั่วโลก ในยามที่โรคอุบัติใหม่ดังกล่าวกำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ ขณะที่นักวิจัยของไทยเองได้มีการสร้างเชื้อไวรัสสำหรับผลิตวัคซีนเองเหมือน กัน ทั้งวัคซีนชนิด เชื้อเป็นและ เชื้อตาย แต่วัคซีนชนิดไหนดี เด่น หรือด้อย อย่างไร คงต้องลองเปรียบเทียบดูหลายๆ ปัจจัย อาทิเช่น ผลิตจากอะไร?

วัคซีนเชื้อเป็น : ผลิต มาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช1 เอ็น1 ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เป็นชนิดที่อ่อนแรงไม่ก่อให้เกิดโรค นำมาเลี้ยงเพิ่มจำนวนแล้วนำไปใช้เป็นวัคซีนได้เลย
วัคซีนเชื้อตาย : เป็นการ นำเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช1 เอ็น1 2009 มาพัฒนาด้วยเทคนิคทางพันธุกรรม สร้างไวรัสตัวใหม่ที่ไม่ก่อโรคขึ้นมา นำไปเลี้ยงเพิ่มจำนวนแล้วทำให้ตาย เหลือแต่ส่วนผิวซึ่งมีลักษณะจำเพาะของไวรัสที่ใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ แล้วจึงนำไปทำเป็นวัคซีนต่อไป
วิธีการใช้?
วัคซีนเชื้อเป็น : ใช้วิธีฉีดพ่นใส่โพรงจมูก
วัคซีนเชื้อตาย : ฉีดผ่านทางกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังสามารถขับออกจากร่างกายได้หรือไม่?
วัคซีนเชื้อเป็น : เชื้อไวรัสที่อ่อนแรงนี้ออกมากับน้ำมูก น้ำลายได้
วัคซีนเชื้อตาย : ไม่มีเชื้อไวรัส
จุดเด่น?
วัคซีนเชื้อเป็น : สามารถ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และสามารถผลิตได้ครั้งละเป็นจำนวนมากๆ ภายในเวลาอันสั้น แถมยังมีต้นทุนต่ำอีกด้วย
วัคซีนเชื้อตาย : ข้อดี ของวัคซีนเชื้อตายคือปลอดภัย 100% เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไม่ก่อให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยใดๆ สามารถให้ได้เกือบทุกคน โดยไม่มีอาการแพ้
ข้อจำกัดของวัคซีน?
วัคซีนเชื้อเป็น : ห้าม ใช้กับคนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่แพ้ไข่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ และผู้ที่มีความบกพร่องของ ภูมิคุ้มกัน
วัคซีนเชื้อตาย : หลัง จากฉีดแล้ว ค่อนข้างต้องใช้เวลานานในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและต้นทุนในการ ผลิตก็สูง จำนวนที่ผลิตได้ในแต่ละครั้งต้องใช้เวลามากและได้วัคซีนค่อนข้าง น้อย และอาจสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดีเท่ากับวัคซีนเชื้อเป็น ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดไหน ก็ขอให้คนไทยทำสำเร็จ สามารถนำมาใช้กับคนได้จริงๆ สำหรับตอนนี้ในขณะที่วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังไม่มี พวกเราก็ต้องใช้วิธีดูแลตัวเองไปก่อน พยายามป้องกันอย่าให้ป่วยเป็นโรคนี้ ด้วยการล้างมือบ่อยๆ หากยังไม่ได้ล้างมือก็อย่านำมือมาขยี้ตา แคะจมูก หรือหยิบสิ่งของเข้าปาก ไอจามใส่กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้า และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการสวมหน้ากากอนามัยทันทีที่ไม่สบายหรือเป็น หวัด สำหรับคนปกติหากเข้าที่แออัดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองรับเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว หากพวกเรา “รวมพลังกันสู้หวัด” ตามมาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด เชื่อว่า เราจะสามารถเอาชนะเจ้าไข้หวัด2009 ได้อย่างแน่นอน

ที่มา: -สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
         -กรมอนามัย
         -กรมควบคุมโรค

อาการของไข้หวัด 2009

       อาการไข้หวัด 2009 ในคนนั้นมีอาการคล้ายกันกับอาการของคนที่เป็นหวัดปกติ และมีอาการต่อไปนี้คือ มีไข้ ท้องเสีย เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศรีษะ หนาว และ ไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนล้า ร่วมด้วย ในบางคนมีอาการท้องเสียร่วมกับอาเจียน และในอดีตมีรายงานว่าผู้ป่วยหลายคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นปอดบวม และ ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด เช่นเดียวกันกับหวัด ที่ไข้หวัด 2009อาจจะแย่ลงจนต้องมีสภาพการเรื้อรัง
       ที่ติดเชื้อไข้หวัด 2009 ควรได้รับการพิจารณาถึงศักยภาพในการติดเชื้อ ไข้หวัด 2009 ระยะเวลาความยาวนานของการฟักเชื้อจนมีอาการ และความเป็นไปได้ของอาการป่วยที่ยาวนานถึง 7 วัน เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจได้รับเชื้อเป็นเวลานาน

ที่มา:  กรมการควบคุมโรค
          โอเคเนชั่น
          โรงพยาบาลวิภาวดี

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

นโยบาย ยุทธศาสตร์ การป้องกันโรค

นโยบาย
       ตามนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ รัฐบาลได้กำหนดให้ภัยร้ายแรงจากโรคระบาดในมนุษย์ เป็นสาธารณภัยชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงหลายด้าน และได้มอบให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ เพื่อให้ทุกภาคส่วนทุกระดับ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชน มีความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก เพื่อให้เตรียมความพร้อมตั้งแต่ในยามปกติ สามารถร่วมกันป้องกันแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ในยามที่เกิดภาวะวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดแก่ประเทศชาติได้มากที่สุด
ยุทธศาสตร์และมาตรการป้องกันควบคุมไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่
        กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการภายใต้ “แผนยุทธศาสตร์ป้องกัน แก้ไข และเตรียมพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551-2553” และ “แผนปฏิบัติการแม่บทการเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ พ.ศ. 2552” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ และแจ้งให้ทุกกระทรวงและทุกจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการบูรณาการรองรับ เพื่อผลักดันให้เกิดกลไกการบูรณาการการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ซึ่งในระดับชาติ การดำเนินงานตามแผนปฏิบัตินี้ ให้ใช้กลไกที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการและการสนับสนุนของคณะกรรมการอำนวยการ ฯ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และในระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการ
การเตรียมความพร้อมและป้องกันแก้ไขสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ จะเน้นการพัฒนาขีดความสามารถหลักของประเทศ ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมแก้ไขสถานการณ์โรคติดต่อที่เป็นปัญหาระดับนานาชาติ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี ค.ศ. 2012 ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ ค.ศ. 2005 หรือ International Health Regulations (2005)
ยุทธศาสตร์ป้องกันควบคุมไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
       .มาตรการป้องกันควบคุมไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ เช่นกรณีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ประกอบด้วย มาตรการใช้เวชภัณฑ์ (Pharmaceutical Interventions) ซึ่งรวมถึงการใช้ยาต้านไวรัส เวชภัณฑ์อื่น ๆ ที่จำเป็น รวมทั้งชุดป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ สำหรับ มาตรการไม่ใช้เวชภัณฑ์ (Non-Pharmaceutical Interventions) จะเน้นการส่งเสริมให้คนไทยมีพฤติกรรมสุขอนามัยป้องกันโรค และการใช้มาตรการควบคุมการระบาด เช่น การแยกผู้ป่วย โดยการหยุดงาน หยุดเรียน ปิดชั้นเรียน การป้องกันการแพร่เชื้อในกิจกรรมการชุมนุมของคนหมู่มาก หรือหากการระบาดรุนแรง อาจจำเป็นต้องปิดโรงเรียน เลื่อน ลด หรืองดกิจกรรมการชุมนุมดังกล่าว
       กรณีที่เกิดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ขึ้น จะมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เพราะคนทั่วโลกไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะทำให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่เกิดเป็นประจำทุกปี จึงต้องจัดระบบการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจ และให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันตอบสนองและแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุด กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด ยุทธศาสตร์ 2 ลด 3 เร่ง ได้แก่
       ยุทธศาสตร์ลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุดผู้ป่วยจากโรงพยาบาลภาครัฐ ไปสู่โรงพยาบาลภาคเอกชนทั่วประเทศ และเปิดให้คลินิกเอกชนเข้าร่วมโครงการตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยมียาต้านไวรัสพอเพียงสำหรับผู้ป่วยที่ควรได้รับยา ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว หญิงมีครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ
       ยุทธศาสตร์ลดการป่วยลงให้ได้มากที่สุด เป็นงานพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญมาก ที่จะช่วยชะลอและลดการแพร่ระบาด เป็นผลให้ลดการเสียชีวิตลงด้วย มีแนวทางหลัก 2 ประการ ได้แก่
       แนวทางแรก การสร้างพฤติกรรมป้องกันโรคโดยประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง ต้องป้องกันตนเองอย่างดีที่สุดไม่ให้ติดเชื้อ และผู้ที่มีอาการป่วยต้องป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่คนอื่น โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง
       .แนวทางที่สอง การลดโอกาสการแพร่เชื้อในชุมชน ซึ่งต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือ ผู้ป่วยต้องหยุดเรียน หยุดงาน ดูแลรักษาตนเองอยู่ที่บ้าน หรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ไม่ไปในที่ชุมนุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่คนอื่น ซึ่งนอกจากจะมีประสิทธิภาพในการลดการแพร่ระบาดแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบต่อการเรียนการสอน การดำเนินธุรกิจ และการดำเนินกิจกรรมตามวิถีชีวิตปกติได้อีกด้วย
       ยุทธศาสตร์เร่งการออกเยี่ยมบ้าน โดย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศจำนวน เก้าแสนแปดหมื่นกว่าคน เพื่อให้คำแนะนำและแจกเอกสารให้ความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ค้นหาผู้ป่วยในทุกหมู่บ้านทุกชุมชน ให้คำแนะนำการดูแลรักษาที่บ้าน หรือเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
       ยุทธศาสตร์เร่งการเผยแพร่สื่อสาร โดยหน่วยงานและทุกภาคส่วน ให้ความร่วมมือกันเผยแพร่ข้อมูลที่จำเป็นแก่ประชาชน ผ่านช่องทางและสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ไม่ตื่นตระหนก สามารถป้องกันและดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
       ยุทธศาสตร์เร่งการบริหารจัดการ การจัดการในระดับจังหวัดและระดับชาติ โดยรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการระดับชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานศูนย์ ฯ ระดับจังหวัด เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กำหนดมาตรการและดำเนินงานอย่างเป็นเอกภาพ

ที่มา: -กรมควบคุมโรค 
         -กระทรวงสาธารณสุข
         -สำนักงานหลักประกันสุขภาพ

คำแนะนำในการป้องกันโรค

คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ
2. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น
3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น
6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่
1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ
2. ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม
4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม
5. หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์
คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา
1. แนะนำให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์
2. ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค
3. แนะนำให้นักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน
4. หากสถานศึกษาสามารถให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทุกคนหยุดเรียนได้ ก็จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี และไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา แต่หากจะพิจารณาปิดสถานศึกษา ควรหารือร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง
คำแนะนำสำหรับสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน
1. แนะนำให้พนักงานที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้าน หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์
2. ตรวจสอบจำนวนพนักงานที่ขาดงานในแต่ละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในแผนกเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค
3. แนะนำให้พนักงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน
4. ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่แนะนำให้ปิดสถานประกอบการหรือสถานที่ทำงาน เพื่อการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่
5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะทำงาน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตู หน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง
6. ควรจัดทำแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง หากเกิดการระบาดใหญ่

ที่มา: -สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
         -โรงพยาบาลราชวิถี
         -กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แนะนำตัว

ชื่อ นางสาวสมหญิง แสนอุ่น
ชื่อเล่น หญิง
รหัสนิสิต 50011313202 ชั้นปีที่ 3
สาขา บริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะ(PA)
ระบบ ปกติ
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ภูมิลำเนา
72 หมู่5 ตำบลหนองไผ่ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด 45170

การสวมหน้ากากป้องกันไข้หวัด 2009

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอ็ช1เอ็น1) 2009

           ตามที่ได้มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A 1 H1N1 2009 ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2552 ทำให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมากและขณะนี้มีแนวโน้มที่จะมีการระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในชนบท การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้กับกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลด อัตราตายของประชาชน แต่เนื่องจากวัคซีนมีการผลิตไม่เพียงพอสำหรับคนทั่วโลก ทำให้ในครั้งแรกประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดซื้อวัคซีนได้เพียง 2 ล้านโด๊ส การให้วัคซีนในครั้งนี้จึงได้มีการจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีนตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและข้อมูลการระบาดของโรคในประเทศไทยโดยมี
วัตถุประสงค์สำคัญ คือ
1. เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ
2. เพื่อลดอัตราป่วย อัตราตายของประชาชน
3. ลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีน ได้แก่
         1. แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคจากผู้ป่วย จำนวน 371,424 คน
         2. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป จำนวน 500,915 คน
         3. บุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัม / เมตร2 จำนวน 182,384 คน
         4. ผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จำนวน 72,132 คน
         5. บุคคลอายุ 6 เดือน - 64 ปี ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจทุกประเภท หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนและเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จำนวน 842,895 คน
     ประสิทธิภาพของวัคซีน
       วัคซีนที่นำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายผลิตในประเทศฝรั่งเศส มีการใช้ในหลายประเทศทั่วโลก ก่อนวางจำหน่ายบริษัทผู้ผลิตได้ทดสอบทางคลินิกพบว่ามีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคประมาณร้อยละ 90 ดังนั้นถ้าสามารถฉีดวัคซีนได้ครบจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนได้ 1.8 ล้านคนอันจะช่วยลดการเสียชีวิตให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและช่วยลดการระบาดของโรคไม่มากก็น้อย
ความปลอดภัยของวัคซีน

       ความปลอดภัยของวัคซีนเป็นขั้นตอนที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความใส่ใจมากที่สุด มาตรการที่สำคัญ ได้แก่
1. การเลือกวัคซีนที่จะนำมาให้บริการแก่ประชาชน เป็นวัคซีนเชื้อตายที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความปลอดภัยแก่ผู้ได้รับวัคซีนสูง
2. มีขั้นตอนการทดสอบทางห้องปฏิบัติการและทางคลินิกโดยบริษัทผู้ผลิต
3. การขึ้นทะเบียนยาโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
4. การรับรองรุ่นการผลิตชีววัตถุจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
5. มีการให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนแก่ประชาชนผู้รับวัคซีนและให้วัคซีนตามความสมัครใจของผู้รับบริการ
6. การฉีดวัคซีนทำในโรงพยาบาลเท่านั้นและเฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน 30 นาที
7. หลังฉีดวัคซีนมีการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่ปกติภายหลังได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ และเปิด Call center รับแจ้งเหตุ 16 หมายเลขทั่วประเทศ

ที่มา: -สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ 
         -กรมควบคุมโรค
         -กระทรวงสาธารณสุข

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ลักษณะของไวรัส

        ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซึ่งการให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่มีในปัจจุบันช่วยเพิ่มการป้องกันโรคได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากการศึกษาของ CDC เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 ค้นพบว่า เด็กไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสดังกล่าวเลย แต่ในผู้ใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป พอจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคอยู่บ้าง ในเด็กไม่แสดงปฏิกิริยาการแพ้ยาข้ามกันแอนตีบอดีต่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 18-64 ปี แสดง 6-9% และผู้สูงอายุแสดง 33% จึงถูกพิจารณาว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้มียีนจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ห้าชนิดประกอบกัน: ไวรัสไข้หวัดใหญ่ในสุกรทวีปอเมริกาเหนือ ไข้หวัดนกทวีปอเมริกาเหนือ ไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ และไข้หวัดใหญ่ในสุกรทวีปเอเชียและทวีปยุโรป การวิเคราะห์ยังได้แสดงให้เห็นถึงโปรตีนของไวรัสมีความคล้ายคลึงกับโปรตีนในสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการไม่รุนแรงในมนุษย์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 นักวิทยาไวรัส เวนดี บาร์เคลย์ กล่าวว่า จากการแสดงอาการในช่วงแรกของไวรัสพบว่ามีลักษณะที่ไม่น่าจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในมนุษย์ส่วนมากได้เลย  ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009 CDC
         หมายเหตุว่า การติดเชื้อส่วนใหญ่ก่อให้เกิดอาหารไม่รุนแรง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล การฟื้นตัวของผู้ป่วยค่อนข้างเร็วและการเสียชีวิตจนถึงปัจจุบันเป็นเพียงตัวเลขน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ซึ่งเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ไวรัสได้ติดต่อ 1 ใน 6 ของชาวอเมริกัน โดยมี 200,000 คน ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตกว่า 10,000 คน แม้จะมีผู้เข้ารับการรักษาจำนวนมากและมีผู้เสียชีวิตจำนวนน้อยกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลโดยทั่วไป แต่ในหลายครั้งที่ผู้มีอายุน้อยกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงมากกว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ได้ผสมไข้หวัดใหญ่ในสุกรกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และสรุปว่า ไข้หวัดใหญ่ในสุกรไม่น่าจะมีอันตรายไปกว่านี้แล้ว ส่วนในด้านโอกาสความเป็นไปได้หรือประวัติศาสตร์ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช 1 เอ็น 1 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 บทความในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ได้กล่าวว่า "เอช 1 เอ็น 2 และแบบชนิดย่อยอื่นอาจสืบเชื้อสายมาจากไวรัสสุกร เอช 3 เอ็น 2 ซึ่งมีการผสมสายพันธุ์ในทวีปอเมริกาเหนือไวรัสดังกล่าวได้แพร่ไปสู่สุกรรอบโลก และถูกพบว่าติดต่อสู่มนุษย์ด้วย อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ประกอบขึ้นสำหรับ นิวรามินิเดสและโปรตีนเมตริกซ์ของไวรัสเอช 1 เอ็น 1 สายพันธุ์ใหม่ในมนุษย์มีความเกี่ยวข้องกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ในสุกรท้องถิ่นในทวีปยุโรป ซึ่งถูกพบเมื่อต้นคริสต์ทศวรรษ 1990"

ที่มา: -วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
         -กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
         -กรมการแพทย์

การระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009

       การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นการระบาดทั่วของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ของไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งองค์การอนามัยโลกให้ชื่อว่า ไวรัสโรคระบาด เอช 1 เอ็น 1/09หรือโดยทั่วไปมักเรียกว่า "ไข้หวัดหมู" เริ่มพบการระบาดตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา โดยสายพันธุ์ของไวรัสวิวัฒนาการบางส่วนมาจากไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ ในสัตว์ปีก และในสุกร อย่างไรก็ตาม โรคดังกล่าวไม่มีการระบาดจากการรับประทานเนื้อสุกรแต่อย่างใด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวถูกพบครั้งแรกในเมืองเวราครุซ ประเทศเม็กซิโก และมีหลักฐานว่าโรคดังกล่าวได้มีการระบาดเป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อนหน้าการรับรองอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่ารัฐบาลเม็กซิโกจะพยายามจะยับยั้งการระบาดของโรคแล้วก็ตาม แต่เชื้อก็ได้ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก จนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ระดับการระบาดของเชื้อเป็น "โรคระบาดทั่ว"
ผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่วนใหญ่ แสดงอาการออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ก็มีบางรายที่แสดงอาการอย่างรุนแรง อาการเบื้องต้นของโรคอาจรวมถึงมีไข้ เจ็บคอ ไอ ปวดศีรษะ เจ็บตามกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ และมีอาการคลื่นเหียน อาเจียน หรืออาการท้องร่วง ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรง ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือป่วยด้วยโรคหืด เบาหวานโรคหัวใจ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กซึ่งมีอาการทางประสาท และสตรีมีครรภ์ อย่างไรก็ตาม กระทั่งผู้ซึ่งเคยมีสุขภาพดีก็มีโอกาสส่วนหนึ่งซึ่งผู้ป่วยอาจเผชิญกับโรคปอดหรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันได้ อาการดังกล่าวทำให้การหายใจลำบากขึ้นและมักจะเกิดขึ้น 3-6 วันภายหลังอาการเริ่มต้นของไข้หวัด ใกล้เคียงกับไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์อื่น การระบาดของเอช 1 เอ็น 1 สามารถติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ผ่านทางการหายใจอาการของโรคมักปรากฏเป็นเวลา 4-6 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรค ควรจะแนะนำให้ผู้ที่มีอาการอาศัยอยู่ที่บ้านและอยู่ห่างจากสถานที่แออัด สำหรับผู้ซึ่งมีอาการรุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับยาต้านไวรัส (โอเซลทามิเวียร์หรือซานามิเวียร์)ในปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการรับรองทั่วโลกแล้วกว่า 14,286 ราย อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวเป็นผลรวมของรายงานจากหน่วยงานของชาติและรัฐองค์การอนามัยโลกซึ่งอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 "มีจำนวนสูงกว่านี้อย่างไม่มีข้อสงสัย"CDC ประมาณการว่า ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวพบผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วกว่า 9,820 ราย (ค่าเฉลี่ยระหว่าง 7,070-13,930 ราย) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ที่มา: -วิกิพีเรีย สารานุกรมเสรี
         -กระทรวงสาธารณสุข
         -กรมควบคุมโรค