
วัตถุประสงค์สำคัญ คือ
1. เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ
2. เพื่อลดอัตราป่วย อัตราตายของประชาชน
3. ลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีน ได้แก่
1. แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคจากผู้ป่วย จำนวน 371,424 คน
2. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป จำนวน 500,915 คน
3. บุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัม / เมตร2 จำนวน 182,384 คน
4. ผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จำนวน 72,132 คน
5. บุคคลอายุ 6 เดือน - 64 ปี ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจทุกประเภท หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนและเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จำนวน 842,895 คน
วัคซีนที่นำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายผลิตในประเทศฝรั่งเศส มีการใช้ในหลายประเทศทั่วโลก ก่อนวางจำหน่ายบริษัทผู้ผลิตได้ทดสอบทางคลินิกพบว่ามีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคประมาณร้อยละ 90 ดังนั้นถ้าสามารถฉีดวัคซีนได้ครบจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนได้ 1.8 ล้านคนอันจะช่วยลดการเสียชีวิตให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและช่วยลดการระบาดของโรคไม่มากก็น้อย
ความปลอดภัยของวัคซีน
ความปลอดภัยของวัคซีนเป็นขั้นตอนที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความใส่ใจมากที่สุด มาตรการที่สำคัญ ได้แก่
1. การเลือกวัคซีนที่จะนำมาให้บริการแก่ประชาชน เป็นวัคซีนเชื้อตายที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความปลอดภัยแก่ผู้ได้รับวัคซีนสูง
2. มีขั้นตอนการทดสอบทางห้องปฏิบัติการและทางคลินิกโดยบริษัทผู้ผลิต 3. การขึ้นทะเบียนยาโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
4. การรับรองรุ่นการผลิตชีววัตถุจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

6. การฉีดวัคซีนทำในโรงพยาบาลเท่านั้นและเฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน 30 นาที
7. หลังฉีดวัคซีนมีการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่ปกติภายหลังได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ และเปิด Call center รับแจ้งเหตุ 16 หมายเลขทั่วประเทศที่มา: -สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่
-กรมควบคุมโรค
-กระทรวงสาธารณสุข
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น